สำรวจกองทุนหุ้นจีน มีอะไรให้เลือกลงทุนบ้าง ?

ตั้งแต่ช่วงกลางปี 2020 มาจนถึงปัจจุบัน แม้จะมีจังหวะปรับฐานระยะสั้นไปบ้าง แต่โดยภาพรวมกองทุนหุ้นจีนส่วนใหญ่ยังคงให้ผลตอบแทนที่ดีอย่างต่อเนื่อง ด้วยปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ไม่ว่าจะการคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจ กำลังซื้อในประเทศจีนที่สูงมาก ภาพรวมรายได้เฉลี่ยของคนจีนต่อคนก็สูงขึ้น นอกจากนี้ จีนเองก็มีบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำมากมายที่น่าสนใจ

FinVest ได้เคยแนะนำความน่าสนใจของกองทุนหุ้นจีนไปแล้ว สำหรับเพื่อนนักลงทุนที่ยังไม่ได้อ่าน ติดตามได้ “จัดเต็ม 6 อันดับกองทุนจีนปี 2020 ที่ถึง COVID-19 จะมา แต่ทั้งแรงทั้งปังสุด ๆ”

ปัจจุบันกองทุนจีนมีทั้งหมดกี่กองทุน?

หากอ้างอิงจาก Morningstar กองทุนจีน (China Equity) รวมประเภทที่เป็นกองทุนประหยัดภาษีและทั้งที่จ่ายปันผลและไม่จ่ายปันผล จะมีทั้งหมดอยู่ถึง 53 กองทุน เรียกว่าจีนเป็นประเทศที่นักลงทุนชาวไทยให้ความสนใจสูงมากทีเดียว (นับจากจำนวนกองทุน ลำดับต่อมาคือ กองทุนที่ลงในญี่ปุ่นและอเมริกา)

กองทุนจีนมีเยอะขนาดนี้แล้วเราจะเลือกกองทุนจีนอย่างไรดี?

ทำความเข้าใจก่อนว่า “หุ้นจีน” ที่กองทุนในประเทศไทยไปลงทุน ทั้งที่ไปลงทุนทางตรงหรือทางอ้อมด้วยการไปลงทุนในกองทุนต่างประเทศอีกที นั้นมีหลายประเภท

ที่มีความโดดเด่นและแตกต่างกันได้แก่

  • A-Share: บริษัทที่จดทะเบียนจัดตั้งอยู่ในประเทศจีน และหุ้นของบริษัทอยู่ในตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้และเซิ่นเจิ้น นอกจากนี้ จะซื้อขายด้วยสกุลเงินหยวน (Renminbi) (หากซื้อขายด้วยสกุลเงินต่างประเทศ ก็จะเรียนกว่า B-Share)
  • H-Share: บริษัทที่จดทะเบียนจัดตั้งอยู่ในประเทศจีน แต่หุ้นของบริษัทอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง จะซื้อขายด้วยสกุลเงินดอลล่าร์ฮ่องกง (HKD) *หมายเหตุ ปัจจุบันหลายบริษัทมีหุ้นอยู่ทั้ง A-Share และ H-Share
  • China ADRs: ปัจจุบันหลายบริษัทในประเทศจีนก็มีการจดทะเบียนหลักทรัพย์ของตนในตลาดหลักทรัพย์ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะ New York Stock Exchange และ NASDAQ ในรูปแบบของ ADR (American Depository Receipt) ซึ่งเป็นตราสารชนิดหนึ่งให้ผลตอบแทนเหมือนกับการซื้อหุ้นของบริษัทจากต่างประเทศ ช่วยให้นักลงทุนที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ สามารถลงทุนในหุ้นของบริษัทต่างประเทศได้
  • Red Chips: บริษัทที่มีกิจการหรือประกอบธุรกิจส่วนใหญ่ในประเทศจีน แต่ไม่ได้จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทในประเทศจีน และหุ้นของของบริษัทจะอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง และมีรัฐบาลจีนถือหุ้นในสัดส่วนที่สูงเกินกว่า 25%
  • P-Chips: บริษัทของเอกชนที่ประกอบธุรกิจส่วนใหญ่ในประเทศจีน แต่จดทะเบียนจัดตั้งในประเทศหมู่เกาะต่าง ๆ เช่น Cayman, Bermuda, British Virgin และหุ้นของบริษัทจะอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง
  • S-Chips: คล้ายกับ P-Chips ข้อแตกต่างคือหุ้นของบริษัทจะอยู่ในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์

ซึ่งความหลากหลายของกลุ่มธุรกิจที่มีความแตกต่างกันทำให้กองทุนที่มีการลงทุนในประเทศจีนนั่นมีความหลากหลาย

กองทุนที่มีคำว่า “CHINA” อยู่ในชื่อกองทุน ของแต่ละ บลจ. เหมือนกันหรือไม่?

ตอบได้สั้นๆ ก่อนเลยว่า “ไม่เหมือน” เพราะเหตุใด เราลองมาดูกองทุนตัวอย่างกัน

ตัวอย่าง ONE-CHINA, K-CHINA, KFACHINA-A

ONE-CHINA เป็นกองทุน Feeder Fund ที่ไปลงทุนในกองทุนหลัก “Hang Seng H-Share Index ETF” ซึ่งเป็น ETF ที่มุ่งสร้างผลตอบแทนเทียบเคียงดัชนี Hang Seng เท่ากับว่า การลงทุนใน ONE-CHINA นักลงทุนก็จะลงทุนเฉพาะหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงนั่งเอง

K-CHINA เป็นกองทุน Feed Fund ที่ไปลงทุนในกองทุนหลัก “JPMorgan Funds – China Fund, Class JPM China I (acc) – USD” ซึ่งเป็นกองทุนบริหารเชิงรุก (active) มีนโยบายการลงทุนในตราสาารทุนของบริษัทที่ตั้งอยู่หรือดำเนินธุรกิจส่วนใหญ่ในประเทศจีน ซึ่งจากข้อมูล Fact Sheet ล่าสุด (31 มกราคม 2564) ของกองทุนหลักนั้น จะถือ P Chip ราว 42%, A-Shares 29%, H-Shares 12% รวมถึงยังมี Red Chip, Taiwan อีกด้วย

KFACHINA-A เป็นกองทุน Feed Fund ที่ไปลงทุนในกองทุนหลัก “UBS (Lux) Investment SICAV – China A Opportunity (USD) (Class P – acc)” ซึ่งเป็นกองทุนบริหารเชิงรุก (active) มีนโยบายการลงทุนในตราสารทุน A-Shares เท่านั้น

ดังนี้ นักลงทุนควรจะศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมจากหนังสือชี้ชวน โดยเฉพาะส่วนของนโยบายการลงทุน เพื่อจะได้เข้าใจว่า กองทุนจีนที่เราจะเลือกลงทุนนั้น จริงๆ แล้วลงทุนในหุ้นจีนแบบไหนบ้าง หรือติดตามผ่าน Fanpage FinVest ที่ชี้เป้าการลงทุนและเจาะลึกกองทุนเพื่อความง่าย สะดวกมั่นใจในทุกการลงทุน

นอกเหนือจากประเภทของหุ้นจีนที่กองทุนไปลงทุนแล้ว เราควรพิจารณาจากอะไรอีก?

  1. นโยบายการลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเชิงรุก (active) หรือเชิงรับ (passive) ก็เป็นอีกปัจจัยที่ควรพิจารณา

การบริหารแบบเชิงรุก คือ กองทุนมีเป้าหมายที่จะสร้างผลตอบแทนให้ได้มากกว่าตัวชี้วัดของกองทุน ที่เน้นลงทุนให้สร้างผลตอบแทนที่สูงกว่าตลาด โดยใช้ทักษะฝีมือของผู้จัดการกองทุนมาเป็นตัวตัดสิน ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การลงทุนได้ง่ายตามสภาวะของตลาด ไม่ว่าจะผันผวน ขาลง หรือช่วง Sideways เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ยอมรับความผันผวนและความเสี่ยงได้สูง โดยที่มีกองทุนจีนมีการบริหารกองทุนแบบเชิงรุกได้แก่

  • ASP-EVOCHINA มีนโยบายบริหารการลงทุนที่มุ่งหวังให้ได้ผลตอบแทนสูงกว่าตัวชี้วัด “MSCI China Total Return” ซึ่งประกอบไปด้วยหลักทรัพย์เกือบ 700 ตัว ครอบคลุมกว่า 85% ของหุ้นจีนทุกประเภททั้งหมด (รายละเอียดของ MSCI China Total Return https://bit.ly/30qGC4J) กล่าวคือนโยบายการลงทุนแบ่งออกเป็น 2 สัดส่วนหลักคือ 1) ลงทุนผ่านกองทุน “MIRAE ASSET CHINA GROWTH EQUITY FUND SHARE CLASS I IN USD” ประมาณ 35% ซึ่งเน้นลงทุนในหุ้น A-Share ด้าน consumer, healh care และ e-commerce 2) ลงทุนใน “PREMIA CHINA NEW ECON ETF HK” ประมาณ 15% ซึ่งเป็น ETF ที่ลงทุนในหุ้นของบริษัท New Economy และลงทุนโดยตรงในหุ้นจีนต่างๆ จากการคัดเลือกของผู้จัดการกองทุน ประมาณ 50% ASP-EVOCHINA จึงเป็นกองทุนหุ้นจีนที่ผู้จัดการกองทุนบริหารอย่างใกล้ชิด ด้วยเป้าหมายที่จะให้ผลตอบแทนสูงกว่า ผลตอบแทนของหุ้นจีนทั้งหมดโดยรวมนั่นเอง

การบริหารแบบเชิงรับ คือ กองทุนมีเป้าหมายที่จะสร้างผลตอบแทนให้ได้ใกล้เคียงกับตัวชี้วัดของกองทุนที่กำหนดเอาไว้ ซึ่งส่วนใหญ่มักจะอ้างอิงกับดัชนี และเป็นการลงทุนผ่าน ETF ที่มีนโยบายสร้างผลตอบแทนตามดัชนีนั้นๆ เช่น

  • K-CHX และ TMBCHEQ ที่มุ่งสร้างผลตอบแทนใกล้เคียงกับดัชนี FTSE China A50
  • ONE-CHINA ที่มุ่งสร้างผลตอบแทนใกล้เคียงกับดัชนี Hang Seng H-Share Index

2. Theme การลงทุนที่เน้นเฉพาะด้าน เช่น

  • กลุ่ม IT TCHTECH-A ซึ่งเป็นกองทุน Feeder Fund ของ “Invesco China Technology ETF (CQQQ)” จดทะเบียนใน New York Stock Exchange มีโนบายการลงทุนเน้นไปที่หุ้น A-Share และ B-Share ที่จัดอยู่ในกลุ่ม information technology จากข้อมูล Facsheet ณ 31 ธ.ค. 2020 กองทุน CQQQ ถือหุ้นในกลุ่ม IT ประมาณ 44% และกลุ่ม Conmmunication Services ประมาณ 44%
  • กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค TCHCON ซึ่งเป็นกองทุน Feeder Fund ของ “Global X MSCI China Consumer Discretionary ETF” จดทะเบียนใน New York Stock Exchange มีนโยบายการลงทุนให้ได้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับดัชนี MSCI China Consumer Distretionary 10/50 ซึ่งเน้นไปที่สินค้าอุปโภคบริโภค ประเภทสินค้าฟุ่มเฟือย
  • นอกจากนี้ กองทุนจีนบางกองยังมีให้ประเภทกองทุนที่ช่วยประหยัดภาษี (RMF และ SSF) อีกด้วย

หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับนักลงทุนทุกท่านในการคัดเลือกกองทุนจีนต่าง ๆ ได้ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้ รายชื่อกองทุนต่าง ๆ ที่กล่าวมาในบทความนั้นเป็นเพียงตัวอย่างเท่านั้น นักลงทุนควรไปศึกษาเพิ่มเติมจากหนังสือชี้ชวนเพื่อที่จะได้เลือกกองทุนที่ตรงกับกลยุทธ์การลงทุนของเราครับ

บทความเรียบเรียงโดย Run2Wealth

“FinVest” เป็นเครื่องหมายการค้าของ บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน โรโบเวลธ์ จำกัด ที่ได้รับอนุญาตถูกต้องและอยู่ใต้การกำกับของ ก.ล.ต. หมายเหตุ • ผลตอบแทนคาดการณ์ไม่ได้เป็นการการันตีผลตอบแทนที่จะได้รับในอนาคต

ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน

Powered by Robowealth, Medium

ติดตามและรับข่าวสารกับเรา

Thank you for your message. It has been sent.
There was an error trying to send your message. Please try again later.

อิสระของชีวิต ติดปีกการลงทุน

ชี้เป้าการลงทุนให้คุณ ลงทุนได้หลาย บลจ

โหลดและเปิดบัญชีได้ง่าย พร้อมเริ่มต้นลงทุนกับ Finvest

ติดตามรายละเอียดหน้าโปรโมชัน