มังกรจีนผู้ยิ่งใหญ่ที่มาพร้อมกับการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

นับตั้งแต่ปี 2000 ที่ผ่านมา หรือราว ๆ 20 ปีที่แล้ว จีนมีอัตราเติบโตเฉลี่ยทบต้นของ GDP อยู่ที่ 13.3% ต่อปี และรายได้ต่อหัวเติบโตก้าวกระโดดจาก 9371 หยวนต่อปี (ราว ๆ 5 หมื่นบาท) ในปี 2000 ทะยานสู่ 97400 หยวนในปี 2020 หรือคิดเป็นเงินไทยราว ๆ 5 แสนบาทต่อปี (ข้อมูลจาก tradingeconomics และ macrotrends)

เรื่องนี้ส่งผลให้ประเทศจีนตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา เจริญขึ้นอย่างรวดเร็ว และทำให้ตอนนี้จีนเองก็พร้อมขึ้นมาท้าทายมหาอำนาจโลกอย่างสหรัฐอเมริกาเป็นที่เรียบร้อย

ปัจจัยบวกเหล่านี้ สะท้อนมายังตลาดทุน โดยสามารถวัดได้จากการเติบโตของ ดัชนี CSI300 ที่ปัจจุบันเติบโตขึ้นราวๆ 4 เท่า นับตั้งแต่วันที่เริ่มมีการคำนวณในปี 2005

แต่ความสุขของนักลงทุนไม่ได้อยู่ชั่วกาลเหมือนนิทานดิสนีย์

แน่นอนว่าเมื่อเศรษฐกิจในประเทศเติบโตรุดหน้าไปอย่างรวดเร็วก้าวกระโดดก็ได้ฝากบาดแผลที่เรียกว่า ความเหลื่อมล้ำ แก่ประชาชนชาวจีน ซึ่งแน่นอนว่าความร่ำรวยที่กระจุก แต่ความจนที่กระจาย เป็นสิ่งที่นักการเมืองฝั่งลัทธิ Communist อย่างประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน สี จิ้นผิง ไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการ “ลงดาบ” บริษัทจดทะเบียนยักษ์ใหญ่ในจีน

ก่อนที่เราจะเล่าถึงการที่รัฐบาลจีนไล่ลงดาบบริษัทจดทะเบียนต่างๆ เราขอย้อนกลับไปอธิบายถึง นโยบาย China Common Prosperity หรือ นโยบาย ”เจริญรุ่งเรืองร่วมกัน” ก่อน

China Common Prosperity ไม่ใช่เรื่องใหม่

แต่เคยถูกกล่าวถึงครั้งแรกในช่วงปี 1950 จากประธาน เหมา เจ๋อ ตง

ซึ่งต้องการกระจายความมั่งคั่งให้เท่าเทียมกัน

แต่นโยบายนี้ถูกปรับใช้อย่างเป็นจริงเป็นจังในช่วงปี 2020 โดยประธานสี จิ้นผิง ซึ่งนโยบายนี้ไม่ได้เพียงแต่เข้ามามีส่วนควบคุมตลาดการเงินเท่านั้น แต่เข้ามากำกับดูแลเรียกได้ว่าทุกภาคส่วน

ตัวอย่างเช่น เรื่องของการศึกษา ที่ทางการจีนอยากให้เด็กเลิกกวดวิชา และให้โรงเรียนกวดวิชาเป็นองค์กรการกุศล เรื่องนี้เองส่งให้หุ้นของบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับการกวดวิชา อย่างเช่น TAL ตกลงไปกว่า 97%

หรือจะเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Alibaba ก็หนีไม่พ้นการไล่บี้ของทางการเช่นกัน ทั้งในเรื่องของการห้าม IPO บริษัทในเครืออย่าง Ant Group หรือไม่ว่าจะเป็นเรื่องของค่าปรับที่ต้องจ่ายให้ทางการจีน โทษฐานที่บีบให้ผู้ใช้งานขายของได้แค่แพลตฟอร์มตัวเองเท่านั้น ห้ามไปขายที่อื่น

ซึ่งตัวเลขค่าปรับข้อหาผูกขาดที่ว่าก็ไม่ใช่ตัวเลขน้อย ๆ โดยทางการปรับเงิน Alibaba สูงถึง 18,230 ล้านหยวน หรือคิดเป็น 4% ของรายได้ภายในประเทศจีนสำหรับปี 2019 แต่ทว่าเวลาตลาดเริ่มมีข่าวร้าย ข่าวร้ายนั้นมักไม่ได้จะมีแค่ข่าวเดียว

ความไม่แน่นอน เริ่มสะท้อนไปยังตลาดทุน

นอกจากประเด็นเรื่องของการกำกับดูแลบริษัทจดทะเบียนแล้ว การระบาดของ Covid-19 ต่างก็ทำให้นักลงทุนหนักใจไม่แพ้กัน สาเหตุเกิดจากความกังวลจากการที่ทางการจีนมีนโยบายรับมือกับ Covid-19 ในแบบที่สุดโต่งเกินไป อย่างนโยบาย Zero Covid เพราะการดำเนินนโยบายนี้ โดยเฉพาะการปิดเมืองในแต่ละครั้งนั้นมีราคาที่ต้องจ่ายคือเศรษฐกิจของประเทศจีน

นอกจากนี้ทางการจีนเองยังประสบปัญหาในส่วนของปัญหาฟองสบู่หนี้ภาคอสังหาริมทรัพย์ และอาจจะตกเป็นเป้าโจมตีทางการเมือง เนื่องมาจากความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกับประเทศรัสเซียได้

ด้วยความไม่แน่นอนทั้งหมดที่ถาโถมเข้ามา ประเด็นลบทั้งหมดเริ่มส่งผลไปยังตลาดทุน ตลาดหุ้นจีนและฮ่องกงค่อย ๆ ปรับตัวลงหนักขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา

จนส่งผลให้ในวันที่ 15 มีนาคม 2022 ทั้งดัชนี CSI300 ติดลบไปถึง 19% ทำจุดต่ำสุดที่ 3983 จุดจากต้นปี ในขณะที่ดัชนี Hang Seng Index ปรับตัวลดลงกว่า 20.87% จากต้นปี ทำจุดต่ำสุดที่ 18415 จุด

แต่ในเรื่องราวร้ายๆ ยังมีเรื่องดีอยู่เสมอ และนั่นคือโอกาสในการลงทุน

ในจังหวะ ที่การลงทุนดูเหมือนจะมีแต่เรื่องร้ายประทังเข้ามานั้น อยู่ดี ๆ ก็มีแสงแห่งความหวังสว่างวาบขึ้นมา

เรื่องราวที่ดูเหมือนจะเป็นความหวังของนักลงทุนที่ลงทุนในจีนตอนนี้คงหนีไม่พ้นเรื่องที่ทางการจีนบอกว่า จะสนับสนุนหุ้นจีนที่มีการจดทะเบียนในต่างประเทศ (หุ้นประเภท ADRs)

และทางการจีนยังได้กล่าวอีกว่า ถึงแม้ทางการจะต้องการจัดระเบียบบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ แต่อีกนัยหนึ่งทางการก็อนุญาตให้บริษัทเหล่านี้เติบโตได้ และยังมีประเด็นย่อยๆ ในเรื่องของการรักษาเสถียรภาพของตลาด Hang Seng และการจัดการกับหนี้ภาคอสังหาอย่างใกล้ชิด

ส่งผลให้ในวันที่ 16 มีนาคม 2022 ดัชนี Hang Seng ฟื้นตัวขึ้นกว่า 9% ในวันเดียว ถือเป็นการปรับตัวขึ้นสูงสุดในวันเดียวหลังจากปี 2008 มากไปกว่านั้น หุ้นขนาดใหญ่อย่าง Tencent , Alibaba ยังปรับตัวมากกว่า 23% ในวันดังกล่าว

แต่นอกเหนือไปจากประเด็นบวกในตลาดทุนแล้ว อีกเรื่องที่น่าติดตามไม่แพ้กันคือนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่ทางธนาคารการจีนมีทั้งมาตรการลดดอกเบี้ย และอัดฉีดเงินราว ๆ 1 แสนล้านหยวน หรือตีเป็นเงินไทยราว ๆ 5 แสนล้านบาทเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยทางการคาดหวังว่าให้ตัวเลข GDP ปีนี้เติบโตมากกว่า 5%

มาถึงตรงนี้แล้ว หลายคนอาจสงสัยว่า แล้วตอนนี้ถึงเวลาลงทุนเต็มสูบในตลาดหุ้นจีนแล้วหรือยัง? ต้องยอมรับตรง ๆ เลยว่าตอบได้ยากมากว่าตลาดหุ้นจีนผ่านจุดต่ำสุดไปหรือยัง แต่ถ้ามองว่าภาพในระยะยาวจีนยังดีและจะก้าวเข้าสู่การเป็นมหาอำนาจในเร็ววัน ช่วงเวลาแบบนี้จึงถือเป็นเวลาที่ดีที่ประตูแห่งโอกาสในการลงทุนเปิดออก

และสำหรับใครที่สนใจ วันนี้ทาง FinVest เองก็มีกองทุนที่ลงทุนในจีนมาแนะนำอีกเช่นเคย ซึ่งกองทุนที่นำมาคราวนี้บอกเลยว่าเป็นกองทุนที่เราเหล่านักลงทุนจะลงทุนได้อย่างง่าย ๆ สไตล์กองทุนดัชนี ซึ่งจุดเด่นของกองทุนดัชนีคือเป็นกองทุนที่จัดตั้งขึ้นเพื่อให้ผลตอบแทนเคลื่อนไหวใกล้เคียงกับดัชนีมากที่สุด ในค่าธรรมเนียมที่ ซึ่งจะเป็นกองไหนนั้น ตามมาดูกันเลย

FinVest แนะนำ
กองทุน ASP- HSI
ลงทุนในจีนง่าย ๆ สไตล์กองทุนดัชนี

กองทุนเปิด ASP-HSI แอสเซทพลัสเอชเอสไอ

ความเสี่ยง: ระดับ 6

นโยบายการลงทุน

เน้นลงทุนในหุ้นที่เป็นส่วนประกอบของ Hang Seng Index เพื่อมุ่งหวังผลตอบแทนของกองทุนก่อนหักค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายที่ใกล้เคียงกับผลตอบแทนของดัชนี Hang Seng Index โดยลงทุนผ่านหน่วยลงทุนของกองทุน Hang Seng Index ETF (กองทุนหลัก)

ทำไมต้องกองนี้

กองทุน ASP-HSI ลงทุนในดัชนี Hang Seng Index ETF ซึ่งมีหุ้นจีนขนาดใหญ่จดทะเบียนอยู่เป็นจำนวนมาก และแน่นอนว่าได้รับอานิสงส์จากการเติบโตของประเทศจีนในระยะยาว

ทำไมต้องตอนนี้

ตลาดหุ้นฮ่องกงตอนนี้มีปัจจัยบวกที่สำคัญคือตลาดฟื้นตัวจากนโยบายที่รัฐประกาศว่าจะสนับสนุนหุ้นกลุ่ม ADRs และการปล่อยให้กิจการขนาดใหญ่เติบโตต่อไปได้ สาเหตุหนึ่งเนื่องมาจากหุ้นขนาดใหญ่ในจีนส่วนมากมีการจดทะเบียนในตลาดฮ่องกง

ในส่วนปัจจัยทางด้านเทคนิค ดัชนี Hang Seng ปรับตัวลงมาทดสอบแนวรับบริเวณ 18800 จุด ซึ่งเป็นจุดต่ำสุดในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา ในวันที่ 16 มีนาคม ก่อนที่จะฟื้นตัวขึ้นถึง 9 % จากจุดต่ำสุด เนื่องด้วยปัจจัยเชิงบวกของทางการจีน โดยปัจจุบัน ดัชนีทำการซื้อขายกันอยู่ที่ราว ๆ 21221 จุด (วันที่ 21 มีนาคม 2022)

หุ้น 5 บริษัทแรกที่มีสัดส่วนมากที่สุดใน Hang Seng Index ETF (กุมภาพันธ์ 2565)

  • – HSBC Holdings
  • – AIA Group
  • – Tencent
  • – Alibaba
  • – Meituan

สัดส่วนน้ำหนักของธุรกิจในดัชนี (3 อันดับแรก กุมภาพันธ์ 2565)

  • – Financials 38.7%
  • – Information Technology 24.24%
  • – Consumer Discretionary 9.36%

และนี่คือ สรุปสั้น ๆ กับกองทุนรวม ASP- HSI ที่ FinVest นำมาฝากในวันนี้ หากใครอยากลงทุนง่าย ๆ ไหลขึ้นลงไปตามดัชนี Hang Seng ก็ สามารถลงทุนง่ายๆผ่าน FinVest ได้เลย

กองทุนทั้งหมดนี้ สามารถลงทุนผ่านแอปพลิเคชัน FinVest ได้ที่ https://finvest.onelink.me/CoWV/cd81c26c
ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มได้ที่ Line https://lin.ee/3wINMDBsz
Follow us on Website: www.finvest.co.th

#FinVest #YourWingsYourWays



อ้างอิง
https://www.scmp.com/economy/china-economy/article/3146271/what-chinas-common-prosperity-strategy-calls-even?module=inline&pgtype=article

https://www.nytimes.com/2021/04/09/technology/china-alibaba-monopoly-fine.html
https://www.youtube.com/watch?v=kQzKFYRhM5w
https://www.bloomberg.com/news/articles/2022-03-17/china-stocks-extend-stunning-surge-as-traders-cheer-support-vows?srnd=premium-asia&sref=CVqPBMVg
https://www.cnbc.com/2022/03/16/asia-markets-us-federal-reserve-covid-in-china-russia-debt-payment-currencies-oil.html
https://www.aljazeera.com/news/2022/3/20/millions-in-chinas-northeast-placed-under-covid-19-lockdown
https://tradingeconomics.com/china/wages
https://www.hsi.com.hk/static/uploads/contents/en/dl_centre/factsheets/hsie.pdf

ติดตามและรับข่าวสารกับเรา

Thank you for your message. It has been sent.
There was an error trying to send your message. Please try again later.

อิสระของชีวิต ติดปีกการลงทุน

ชี้เป้าการลงทุนให้คุณ ลงทุนได้หลาย บลจ

โหลดและเปิดบัญชีได้ง่าย พร้อมเริ่มต้นลงทุนกับ FinVest

ติดตามรายละเอียดหน้าโปรโมชัน