SCBRMGHC ลงทุนครอบคลุม ในธีม Lifesciences

ใกล้จะหมดเขตแล้ว
สำหรับการซื้อกองทุนเพื่อลดหย่อนภาษี ใครที่ยังไม่ได้เปิดพอร์ต สามารถอ่านวิธีเปิดพอร์ตลงทุนได้เลยที่ finvest.co.th/ssf-rmf-easy/

สำหรับใครที่อยากออมเงินโดยมีเป้าหมายระยะกลางผ่านกองทุน SSF อ่านเพิ่มได้เลยที่ finvest.co.th/5ssf2021/
ใครอยากออมเงินเพื่อการเกษียณผ่านกองทุน RMF อ่านได้เลยที่ finvest.co.th/gen-y-rmf/



เมื่อโรคภัยขยับไว บริษัทยาส่วนใหญ่ต้องพัฒนาตาม

ในปัจจุบัน เป็นที่ทราบกันดีว่าโรคระบาดอย่าง Covid-19 นั้นมีการพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดกับสายพันธุ์ Omicron ที่ทำให้ทั่วโลกต้องเฝ้าระวังกันอีกครั้ง แต่ถ้าหากไม่นับโรคระบาดดังกล่าว เดิมทีมนุษย์ก็ต้องต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บที่จำนวนผู้ป่วยเพิ่มสูงขึ้นตลอดเวลา

ยกตัวอย่างเช่นโรคมะเร็ง จากข้อมูลของ Janus Henderson คาดว่าจะมีคนป่วยเพิ่มขึ้นมาอีก 28 ล้านคนในอีกสองทศวรรษข้างหน้า หรือโรคใกล้ตัวคนไทยอย่าง โรคหัวใจขาดเลือด จากศูนย์โรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายอุดตันศิริราช จำนวนผู้ป่วยต่อปีที่ทางศูนย์รับมารักษาในปี 2017 เพิ่มขึ้นเป็นจำนวน 5 เท่าตั้งแต่ปี 2002

จะเห็นได้ว่าจำนวนผู้ป่วยในแต่ละโรคนั้นมีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และหนทางที่จะแก้ปัญหาดังกล่าวได้คือต้องพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ให้เท่าทันกับโรคภัยไข้เจ็บที่มีผู้ป่วยที่คาดการณ์ว่าจะเพิ่มสูงขึ้นในอนาคต

เทคโนโลยี Healthcare ในวันนี้ ต้องพัฒนาไวขนาดไหน ?
ถ้าใครเคยได้ยินกฎของ Moore ที่กล่าวว่า “ปริมาณทรานซิสเตอร์อุปกรณ์ อิเล็กทรอนิกส์นั้นจะเพิ่มขึ้นเป็น เท่าตัว ในทุก ๆ 2 ปี กฎดังกล่าวนั้นสะท้อนถึงความเร็วในการพัฒนาของเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งถ้าเรามองย้อนกลับหลังไปจะพบว่าข้อความดังใกล้เคียงความเป็นจริง

ตัดกลับมาที่ฝั่งเทคโนโลยีการแพทย์ เทคโนโลยีทางการแพทย์หลาย ๆ อย่างก็พัฒนาด้วยอัตราเร่งเช่นเดียวกัน ยกตัวอย่างเช่น เทคโนโลยีการตรวจสอบลำดับยีน หรือที่เรียกว่า DNA sequencing เพื่อค้นหาโรคทางพันธุกรรมและป้องกันโรคต่อไปได้

เทคโนโลยีการตรวจสอบยีนในปัจจุบัน มีราคาถูกมากเมื่อเทียบกับสมัยก่อน
เนื่องจากเทคโนโลยีการตรวจสอบยีนในปัจจุบันนั้นได้รับการพัฒนาไปมาก อ้างอิงจากรายงานของ Illumina บริษัทชื่อดังที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับ DNA sequencing พบว่าค่าใช้จ่ายต่อการตรวจสอบหนึ่งจีโนม หรือข้อมูลที่ถูกบันทึกอยู่ในพันธุกรรมของเราเหลือเพียงแค่ จีโนมละ 30,000 บาท ในปี 2019 ซึ่งถ้าหากย้อนไปประมาณ 20 ปีที่แล้ว ค่าตรวจสอบจีโนมหนึ่งจีโนม จะอยู่ที่ราวๆ 30,000,000 บาท หรือคิดเป็น 1000 เท่าของปัจจุบัน นอกจากเทคโนโลยีทางด้านจีโนมิกส์ที่พัฒนาไปมากแล้ว อีกเทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาไปรวดเร็วไม่แพ้กันคือ เทคโนโลยีการผลิตยา

เทคโนโลยีการพัฒนายา ก็ถูกขับเคลื่อนด้วยอัตราเร่งเช่นเดียวกัน
จากรายงานของทาง Janus Henderson พบว่า ยาที่ได้รับการอนุมัติจาก FDA ในช่วงปี 2015-2019 นั้นพุ่งสูงขึ้นถึง 96% เมื่อเทียบกับตัวยาที่ได้รับการอนุมัติในช่วงปี 2005-2009 และอ้างอิงจากทาง Baillie Gifford ที่ได้ให้มุมมองว่า ด้วยเทคโนโลยีข้อมูล ซึ่งได้ผสมรวมเข้ากับการแพทย์ ส่งผลให้ช่วงเวลาหลังจากนี้เป็นเวลาที่ธีม Healthcare น่าลงทุนที่สุดกลุ่มหนึ่ง

รายจ่ายด้านสุขภาพ เติบโตตามการเติบโตของ GDP เป็นอีกเหตุผลที่กลุ่ม Healthcare น่าสนใจ
ด้วยข้อมูลที่อ้างอิงจากทาง Janus Henderson ซึ่งได้ให้มุมมองว่า ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับด้านสุขภาพในประเทศกลุ่มที่พัฒนาแล้วนั้นสูงกว่าประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญ อ้างอิงจากรายงานฉบับดังกล่าว หากประเทศกลุ่มตลาดเกิดใหม่มีการเติบโตของเศรษฐกิจ ประเด็นดังกล่าวสามารถสะท้อนมายังรายได้ของกลุ่ม Health Care ได้ในอนาคต เนื่องจากรายจ่ายด้านสุขภาพ เป็นปัญหาที่ระบบสาธารณสุขในแต่ละประเทศต้องดูแล ส่งผลให้ปัญหาดังกล่าวได้รับการสนับสนุนงบ เพื่อดูแลและแก้ไขจากทางรัฐบาล เพื่อความเป็นอยู่ของประชาชนที่ดีขึ้น อ้างอิงจากทาง Statista ในปี 2018 ประเทศอย่าง สหรัฐ ใช้เงิน 16.9% ของ GDP เพื่อมาพัฒนาระบบสาธารณสุข คิดเป็นตัวเลขถึง 4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ

Aging Society เป็นอีกตัวเร่งสำคัญ
ปิดท้ายกันด้วยตัวเร่งสำคัญอีกตัว คือการมาของสังคมผู้สูงอายุ หรือ Aging Society ที่เป็นปัญหาที่หลายประเทศทั่วโลกเผชิญสถานการณ์นี้รวมทั้งไทย จากข้อมูลของทางศูนย์วิจัยกสิกร ในปี 2021 คาดการณ์ว่าในปี 2030 หรืออีก 9 ปีข้างหน้า ไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ และทราบหรือไม่ว่าเมื่อผู้สูงอายุมีอายุเกิน 65 ปี ค่าใช้จ่ายที่จำเป็นต่อการรักษาพยาบาล จะเพิ่มขึ้นมากกว่าช่วงอายุก่อนหน้า เฉลี่ยถึง 3 เท่า (อ้างอิงข้อมูลจากรายงานของ Janus Henderson knowledge share 2020)

และทางรัฐบาล หลาย ๆ ประเทศก็ไม่ได้นิ่งนอนใจกับปัญหานี้ โดยในปี 2017 รัฐบาลกลางสหรัฐฯ ได้มีการสนับสนุนเพื่อดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุเป็นจำนวนสูงถึง 312 พันล้านเหรียญสหรัฐ

Life Science คือวิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาคุณภาพของการดำรงชีวิต
เราจะเห็นว่า ปัญหาที่กล่าว ๆ มานั้น ถ้ามีวิทยาศาสตร์ที่สามารถพัฒนาเกี่ยวกับด้านความเป็นอยู่ให้แก่มนุษย์ ย่อมดีกว่าไม่มี แต่ทว่าศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพนั้นมีหลากหลาย ทั้งการตัดต่อยีน , เทคโนโลยีการพัฒนาทางด้านเภสัชกรรม อาหาร , อุปกรณ์ที่ใช้ในทางการแพทย์ หรือแม้กระทั่งผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ทั้งหมดนี้เราสามารถเรียกรวม ๆ ว่าเป็น Life Science หรือวิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาคุณภาพของการดำรงชีวิต

 

 

หากอยากลงทุนในธีม Life Sciences แบบครอบคลุม FinVest มีกองทุนมาเสนออีกเช่นเคย
นอกจากที่ยกมา ในตอนก่อนหน้า เราได้พูดถึงกองทุนกลุ่ม Healthcare Innovation ตัวแรกที่ได้ประโยชน์จาก Covid-19 (อ่านแบบเจาะลึกเน้นๆ ได้เลยที่ finvest.co.th/ssfhealthcare2021/) แต่ยังมีอีกกองทุนหนึ่ง ที่ได้ประโยชน์จาก Covid-19 ไม่แพ้กัน

ด้วยความที่ธุรกิจ Life Scienes มีการกระจายตัวอยู่หลากหลายหมวดอุตสาหกรรม จะดีกว่าไหมถ้าเราสามารถลงทุนผ่านกองทุนเดียว แต่ครอบคลุมในทุกหมวดอุตสาหกรรม รวมถึงมองหาโอกาสลงทุนในนวัตกรรมใหม่ ๆ เมื่อมีโอกาสอีกด้วย ถ้าผู้อ่านเกิดสนใจลงทุนง่าย ๆ จบ ครบ ผ่านกองทุนเดียว วันนี้ทาง FinVest มีกองทุนมาแนะนำ

 

สำหรับนักลงทุนที่เน้นลงทุนกองเดียวครบทุกอุตสาหกรรมการแพทย์
แถมยังได้ออมเงินเกษียณผ่าน RMF
แนะนำ
SCBRMGHC

 

ปรัชญาการลงทุนของ SCBRMGHC คือมุ่งเน้นการลงทุนใน Life Sciences
SCBRMGHC (กอง RMF สามารถนำไปลดหย่อนภาษี) เป็นกองทุน FIF เน้นการลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนหลัก Janus Henderson Global Life Sciences ซึ่งมีวัตถุประสงค์การลงทุนในตราสารทุนของบริษัทต่างๆทั่วโลกที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาตร์ในการดำเนินชีวิต (Life Sciences) ใน 4 หมวดอุตสาหกรรม

แล้ว 4 หมวดที่ว่ามีอะไรบ้าง ?

ลงทุนครอบคลุมใน 4 หมวดอุตสาหกรรม
หลัก ๆ แล้ว ทาง Janus Henderson Global Life Sciences มุ่งเน้นลงทุนในตราสารทุนของบริษัทต่าง ใน 4 อุตสาหกรรม ได้แก่

Pharmaceutical เช่น บริษัทที่ทำการวิจัยพัฒนา หรือผลิตยา

Biotechnology หรือบริษัทที่คิดค้นผลิตภัณฑ์ขั้นสูงทางวิศวกรรมพันธุกรรม

Healthcare Providers & Services หรือบริการด้านสุขภาพ เช่น โรงพบาบาล บ้านพักผู้สูงอายุ เป็นต้น

Devices and Medical Tech  ผู้ผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์

 

ผู้จัดการกองทุนมองว่า
นวัตกรรมทางการแพทย์ที่ยังไม่ถูกค้นพบจะเข้ามาเป็นกุญแจสำคัญ

สำหรับการพัฒนาทางการแพทย์

 

คุณ Andy Acker, CFA ผู้จัดการกองทุน มองว่านวัตกรรมทางการแพทย์ที่ยังไม่ถูกค้นพบจะเข้ามาเป็นกุญแจสำคัญ สำหรับการพัฒนาทางการแพทย์ เนื่องจากความต้องการทางการแพทย์ที่มากขึ้นจากความเป็นสังคมผู้สูงอายุ และการรักษาในรูปแบบใหม่ๆ ที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตมนุษย์ให้ดีขึ้น ด้วยเหตุดังกล่าวสามารถสร้างผลตอบแทนที่เติบโตในระยะยาวสำหรับนักลงทุน โดยกองทุนดังกล่าวได้ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1999 หรือประมาณ 22 ปีที่แล้ว

กลยุทธ์และนโยบายการลงทุนของกองทุน
พยายามสมดุลแต่ละหมวดการลงทุนให้ใกล้เคียงกัน

กองทุนดังกล่าวมองหาบริษัทที่สามารถสร้างความต้องการทางการแพทย์รูปแบบใหม่หรือบริษัทที่สามารถทำให้อุตสาหกรรมสุขภาพมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จากนั้นจึงกระจายพอร์ตการลงทุนไปยัง 4 กลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่ Pharmaceutical, Biotechnology และกลุ่ม Healthcare Providers & Services และ Devices and Medical Tech โดยกองทุนพยายามปรับสมดุลให้แต่ละอุตสาหกรรม

เน้นลงทุนในบริษัทที่ตั้งอยู่ในประเทศกลุ่มที่พัฒนาแล้ว
นอกจากนี้ บริษัทหลักๆที่ทางกองทุนได้ทำการลงทุน อยู่ในประเทศกลุ่มพัฒนาแล้ว เช่นสหรัฐฯ และยุโรป โดยกองทุนมีเป้าหมายหลักคือ ต้องการให้เงินต้นเติบโตระยะยาว และชนะดัชนีชี้วัดอย่าง MSCI World Healthcare Index (Total Return Net)

 

” เลือกหุ้นโดยกระจายสัดส่วน
ตั้งแต่บริษัทที่แข็งแกร่งและเติบโตเต็มที่
ไปจนถึงบริษัทที่มีมูลค่าซ่อนอยู่ซึ่งตลาดยังมองไม่เห็น “

 

ทางกองทุนได้ทำการลงทุนโดยกำหนดให้มีหุ้นในพอร์ตการลงทุนอยู่ในช่วง 70-100 ตัว โดยกระจายการลงทุนโดยคำนึงจาก กลุ่มอุตสาหกรรม และขนาดมูลค่าตลาด และแบ่งสัดส่วนการลงทุนเป็นดังนี้

กลุ่ม Core Growth
(สัดส่วน 20%-30% ของพอร์ต)

ลักษณะของหุ้นกลุ่มนี้คือเป็นบริษัทที่มีความสามารถในการนำตลาดโดยดูจากเฟรนไชด์และผลิตภัณฑ์ที่เหนือกว่าคู่แข่ง มีการบริหารที่แข็งแกร่ง และมีกระแสเงินสดอิสระที่ยั่งยืน

กลุ่ม Emerging Growth (สัดส่วน 20%-30% ของพอร์ต)
บริษัทกลุ่มนี้มีผลิตภัณฑ์ที่มีโอกาสเติบโตและอยู่ในขั้นตอนการวิจัยเป็นจำนวนมาก และลักษณะสำคัญที่สะท้อนมายังงบการเงินคือบริษัทเหล่านี้มีรายได้หรืออัตรากำไรที่กำลังเร่งตัวสูงขึ้น

กลุ่ม Opportunism (สัดส่วน 20%-30% ของพอร์ต)
บริษัทกลุ่มนี้เป็นบริษัทที่มีสินทรัพย์ที่ยังไม่สะท้อนมูลค่า หรือมีผลการดำเนินงานที่ไม่เป็นไปตามคาดจากปัจจัยระยะสั้น ซึ่งปัจจัยดังกล่าวสร้างโอกาสในการลงทุน

 

SCBRMGHC มีจุดเด่นที่น่าสนใจคือ
กระจายการลงทุนผ่านหุ้นเติบโต และมีความผันผวนต่ำเทียบกับตลาด ผ่าน 4 หมวดอุตสาหกรรม Healthcare ได้แก่ Pharmaceutical, Biotechnology, Healthcare Providers & Services และ Devices and Medical Tech
ผู้จัดการกองทุนมองว่านวัตกรรมทางการแพทย์ที่ยังไม่ถูกค้นพบ จะเข้ามาเป็นกุญแจสำคัญ ที่ส่งผลให้กองทุนสามารถสร้างผลตอบแทนที่เติบโตในระยะยาวแก่นักลงทุน

หุ้นกลุ่ม Healthcare แบบดั้งเดิมมีลักษณะเป็นหุ้นกลุ่ม Defensive ทำให้มีความผันผวนน้อยกว่าเมื่อถึงเวลาตลาดขาลง และยังมีโอกาสเติบโตจากนวัตกรรมใหม่ ๆ

กองแม่จัดตั้งตั้งแต่ปี 1999 หรือ 22 ปีที่แล้ว พร้อมด้วยทีมงานผู้เชี่ยวชาญในสายงานทางด้าน Healthcare

ตัวอย่างหุ้นที่ลงทุน เช่น UnitedHealth Group, Astrazeneca , Merck & Co Inc, Roche Holding และ Thermo Fisher Scientific Inc (อ้างอิง 31 ตุลาคม 2021)

Astrazeneca
บริษัทเภสัชกรรมรายใหญ่ของโลกซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตวัคซีน Covid-19 นอกจากนี้ยังเชี่ยวชาญด้านยาสำหรับโรคหัวใจและหลอดเลือด เมตาบอลิซึม ระบบประสาท ทางเดินอาหาร ระบบทางเดินหายใจ และ เนื้องอก

Merck & Co Inc
บริษัทพัฒนายาสัญชาติอเมริกัน ซึ่งปัจจุบันกำลังพัฒนายาทานสำหรับรักษา Covid-19

UnitedHealth Group
เป็นบริษัทประกันสุขภาพชั้นนำของสหรัฐฯ ที่เสนอแผนและบริการที่หลากหลายแก่ลูกค้ากลุ่มและลูกค้ารายบุคคลทั่วประเทศ โดยบริษัทดังกล่าวมีหน้าที่จัดการและจัดหาผลิตภัณฑ์ตามความต้องการของนายจ้างเพื่อวางแผนสวัสดิการพนักงาน

Roche Holding
พัฒนาและผลิตผลิตภัณฑ์ด้านเภสัชกรรมและการวินิจฉัยที่เกี่ยวข้องกับโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคติดเชื้อ ภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง โรคระบบทางเดินหายใจ โรคผิวหนัง ความผิดปกติของการเผาผลาญ เนื้องอก การปลูกถ่าย และระบบประสาทส่วนกลาง

Thermo Fisher Scientific Inc
ผู้จัดจำหน่ายเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ และให้บริการห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์และซอฟต์แวร์สำหรับการทำวิจัย


ผลตอบแทนและความเสี่ยง

ผลตอบแทนของกองแม่อย่าง Janus Henderson Global Global Life Sciences Fund ในช่วงสามปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 13.01% (อ้างอิงจาก Morningstar 7 ธันวาคม 2021) ซึ่งเอาชนะ MSCI World Health Care Index 12.59% ต่อปี และความเสี่ยงของทางกองทุน SCBRMGHC มีความเสี่ยงระดับ 7 เนื่องจากกระจุกตัวลงทุนในหมวดอุตสาหกรรมเดียว


ถ้าอยากซื้อกองทุนประเภทอื่น ๆ ก็สามารถซื้อผ่าน FinVest ได้

กองทุนในประเทศที่ลงทุนผ่าน Janus Henderson Global Global Life Sciences Fund
SCBGHCA
KKP GHC
KT-HEALTHCARE-A

กองทุนหลักต่างประเทศที่ใกล้เคียง
Janus Henderson Horizon Biotechnology Fund


กองทุนทั้งหมดนี้ สามารถซื้อผ่าน แอป FinVest กันได้เลยที่ https://finvest.onelink.me/CoWV/cd81c26c

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มได้ที่ Line https://lin.ee/3wINMDBsz
Follow us on Website: www.finvest.co.th

#FinVest #YourWingsYourWays

 

ติดตามและรับข่าวสารกับเรา

Thank you for your message. It has been sent.
There was an error trying to send your message. Please try again later.

อิสระของชีวิต ติดปีกการลงทุน

ชี้เป้าการลงทุนให้คุณ ลงทุนได้หลาย บลจ

โหลดและเปิดบัญชีได้ง่าย พร้อมเริ่มต้นลงทุนกับ FinVest

ติดตามรายละเอียดหน้าโปรโมชัน