Stagflation ภาวะที่ของแพง ค่าแรงต่ำ ซ้ำร้ายเศรษฐกิจ

เชื่อว่าหลายคนคงคุ้นเคยกับคำว่าเงินเฟ้ออย่าง Inflation กันมากกว่าคำว่า Stagflation ซึ่งคำว่า Stagflation นั้นหมายถึงภาวะที่ข้าวของแพงแบบเงินเฟ้อ แต่ในทางกลับกัน กำลังซื้อและอัตราการจ้างงาน ของผู้คนซึ่งหมายถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจ กลับลดลง (Stagnation) สวนทางราคาสินค้าที่เพิ่มมากขึ้น

การที่เกิดสภาวะ Stagflation ส่งผลกระทบโดยตรงกับเศรษฐกิจอย่างแน่นอน แต่เพื่อทำความเข้าใจเหตุการณ์นี้ให้มากยิ่งขึ้น เราจะพาทุกท่านย้อนไปทำความรู้จักกับวิกฤตเศรษฐกิจในปี 1970 กัน

ย้อนอดีตเหตุการณ์ Stagflation ในช่วงยุค 1970s สาเหตุเกิดจากสงคราม

หนึ่งในเหตุการณ์ที่ถูกพูดถึงว่าเป็น Stagflation คือในช่วงปี 1973 ที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการขนส่งและต้นทุนการผลิต ทำให้เงินเฟ้อของสหรัฐดีดตัวขึ้นจาก 3% ในปี 1972 ไปเป็น 12% ในปี 1974

ซึ่งสาเหตุที่ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นนั้นเกิดจากเหตุการณ์ Supply Shock หรือการลดปริมาณการผลิตกะทันหันของสินค้าโภคภัณฑ์อย่างน้ำมัน สาเหตุมาจากสงครามระหว่างประเทศอิสราเอลและประเทศกลุ่มรัฐอาหรับอย่างซีเรียและอียิปต์

โดยในตอนนั้น สหรัฐเองหนุนหลังอิสราเอลในการทำสงครามครั้งนี้ เพื่อเป็นการโต้ตอบสหรัฐ ทางรัฐอาหรับจึงหยุดค้าขายน้ำมันดิบกับชาติที่เกี่ยวข้องกับสงครามครั้งนี้ และนี่เองคือสาเหตุที่ทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น

แม้ตามหลักทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ของ John Maynard Keynes

กล่าวว่า ถ้าราคาสินค้าแพงขึ้น อัตราการจ้างงานจะต้องเพิ่มสูงขึ้น

แต่ในยุค 1970 เรื่องราวกลับไม่ใช่แบบนั้น

สาเหตุมาจากเศรษฐกิจสหรัฐที่อัตราการเติบโตชะลอตัวมาก่อนหน้า ซ้ำด้วยวิกฤตพลังงาน แน่นอนว่าผู้ประกอบการไม่สามารถผลักภาระตรงนี้ไปยังประชาชนโดยตรงด้วยการขึ้นราคาได้ ส่งผลให้อัตราการจ้างงานลดลง เพราะต้องการประหยัดต้นทุนนั่นเอง

และเป็นที่ทราบกันดีว่า ปัญหาเศรษฐกิจมักส่งผลกระทบมายังตลาดหุ้น สะท้อนจากตัวเลขดัชนีดาวโจนส์ที่ราคาเปิดต้นปี 1973 ที่ แถวๆ 924 จุด ลงไปทำจุดต่ำสุดที่ 577 จุด ในช่วงปี 1974 นับเป็นการลงกว่า 37%

แต่ในวิกฤตช่วงนั้นเอง กลับเป็นราคาสินค้าโภคภัณฑ์อย่างน้ำมัน ที่ปรับตัวสูงขึ้น จากความขาดแคลนนี้ โดยราคาน้ำมันกระโดดขึ้นจาก 2.9 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ไปเป็น 11.65 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล

ตัดกลับมาที่เรื่องราวในปัจจุบัน ทุกคนคงเห็นแล้วว่าตอนนี้เองก็เกิดเหตุการณ์ในลักษณะคล้าย ๆ กันอย่างที่รัสเซียและยูเครน และนั่นเองเป็นเหตุให้ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นสูงเหมือนภาพในอดีต และจากหลักฐานในอดีตช่วงที่ตลาดผันผวนหนักแบบนี้ สินค้าที่โดดเด่นมักจะเป็นกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ ( Commodity)

เพื่อเป็นอีกทางเลือกในการปกป้องพอร์ตการลงทุนจากความผันผวน วันนี้ทาง FinVest เลยจะมาแนะนำกองทุนที่ลงทุนในกลุ่ม Commodity ที่ควรมีติดไว้เพื่อช่วยลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุนโดยรวม

แต่ก่อนจะไปถึงตรงนั้น มาทำความรู้จักสินค้าโภคภัณฑ์หรือ Commodity กันก่อน

สินค้ากลุ่ม Commodity คือสินค้าที่ซื้อที่ไหนก็หน้าตาเหมือนกัน

สินค้า Commodity หรือสินค้าโภคภัณฑ์ คือสินค้าที่ไม่ว่าจะซื้อที่ไหน ประเทศใด ก็จะได้ลักษณะสินค้าเหมือนกัน ตัวอย่างเช่น ทองคำ หรือ น้ำมัน เป็นต้น ซึ่งโดยหลัก ๆ จะมีการแบ่งสินค้าโภคภัณฑ์ออกเป็นสองกลุ่มได้แก่

  • 1. Soft Commodity
    คือสินค้าโภคภัณฑ์ทางการเกษตรและปศุสัตว์ เช่น เนื้อสัตว์ , ข้าวโพด เป็นต้น
  • 2. Hard Commodity
    คือสินค้าโภคภัณฑ์ที่มาจากทรัพยากรธรรมชาติที่มีการขุดและสกัด เช่น ทองคำ , โลหะมีค่าต่าง ๆ หรือพลังงานอย่างน้ำมัน

ซึ่งราคาของสินค้าโภคภัณฑ์ มาจากหลายปัจจัย หนึ่งในนั้นคือ Demand และ Supply เมื่อใดที่กำลังผลิตต่ำลงแบบกะทันหัน แต่ความต้องการยังเท่าเดิม จะเกิดเหตุการณ์ที่เรียกว่า Supply Shock หรืออุปทานที่ลดลงกะทันหันซึ่งจะทำให้ราคาสินค้ากลุ่มนี้สูงขึ้น

ในทางตรงกันข้าม เหตุการณ์อย่าง Demand Shock หรืออุปสงค์ที่ลดลงกะทันหัน ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ราคาสินค้าเหล่านี้ปรับตัวลงอย่างรุนแรงได้ ยกตัวอย่างเหตุการณ์ใกล้ตัวคือเรื่องของราคาน้ำมัน ที่ลดลงไปอย่างรวดเร็วในช่วงปี 2020 ที่ Covid-19 พึ่งมีการระบาดใหม่ ๆ

ด้วยความที่สินค้ากลุ่มนี้ราคาจะขึ้นหรือลงนั้น

ขึ้นอยู่กับ Demand และ Supply

ส่งผลให้การเคลื่อนตัวของราคาสินค้ากลุ่มนี้มักมีลักษณะเป็นรอบวัฏจักร

ซึ่งจุดแข็งของสินค้ากลุ่มนี้คือช่วยลดความผันผวนในพอร์ตโดยรวม แต่จุดอ่อนคือไม่เหมาะกับเป็นการลงทุนหลักในพอร์ตเพราะราคาอาจจะไม่ไปไหน ถ้าไม่มีเหตุการณ์อย่าง Supply Shock หรือ Demand Shock

หลังจากที่ได้รู้จักกับสินค้าโภคภัณฑ์กันไปคร่าว ๆ แล้ว ก็ถึงเวลาอันสมควรที่จะไปพบกับกองทุนกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ ที่สามารถใช้ลดความผันผวนของพอร์ตรวมกัน จะมีกองไหนบ้างนั้น ตามมาเลย

กลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์

กลุ่มที่ลงทุนในทองคำและโลหะมีค่า

K-GOLD-A(A)

นโยบายการลงทุน ลงทุนผ่านกองทุนเน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน SPDR Gold Trust (USD)​​ (กองทุนหลัก) โดยมุ่งหวังให้ผลตอบแทนของกองทุนหลังหักค่าใช้จ่ายใกล้เคียงกับราคาทองคำแท่งมากที่สุด

WE-GOLD

เน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของ Jupiter Asset Management Series Plc. – Jupiter Gold & Silver Fund (กองทุนหลัก) Class I (USD) ซึ่งเน้นลงทุนในบริษัทที่มีธุรกิจเกี่ยวข้องกับการสำรวจ ,การพัฒนา และการผลิตทองคำและเงิน รวมถึงกองทุนอีทีเอฟที่สะท้อนความเคลื่อนไหวของราคาทองคำหรือแร่เงิน

KT-PRECIOUS

เน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน Franklin Gold and Precious Metals Fund โดยกองทุนหลักมีนโยบายที่จะสร้างผลตอบแทนระยะยาวจากการเติบโตของเงินลงทุนตามศักยภาพการลงทุนในหุ้นของบริษัททั่วโลกที่ดําเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นทองคําและโลหะมีค่า เช่น แพลตตินัม แพลเลเดียม และ เงิน เป็นต้น

KT-MINING

เน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน Allianz Global Metals and Mining โดยกองทุนหลักจะลงทุนทั่วโลกในหุ้น หลักทรัพย์ที่เทียบเท่าหุ้น และใบแสดงสิทธิในผลประโยชน์ที่ เกิดจากหุ้นที่ออกโดยบริษัทซึ่งมียอดขายและกําไร (ตามข้อมูลจากรายงานประจําปี) จากการสํารวจ การสกัด หรือการแปรรูป ทรัพยากรธรรมชาติ โดยทรัพยากรธรรมชาติที่ผ่านการแปรรูปในที่นี้หมายถึง โลหะที่ไม่มีองค์ประกอบของ เหล็ก (เช่น นิเกิล ทองแดง อะลูมิเนียม) เหล็ก และแร่อื่น ๆ เหล็กกล้า ถ่านหิน โลหะมีค่า (เช่น ทอง แพลตตินัม) เพชร เกลือและแร่ อุตสาหกรรม (เช่น กํามะถัน)

กองทุนที่ลงทุนในพลังงาน

KT-ENERGY

เน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน BGF World Energy Fund โดยกองทุนหลักเน้นลงทุนในตราสารทุนของบริษัทชั้นนําทั่วโลกซึ่งมีธุรกิจหลักในการสํารวจ พัฒนา ผลิต และจัด จําหน่ายพลังงาน นอกจากนั้น กองทุนยังอาจลงทุนในบริษัทที่มุ่งเน้นการพัฒนาและใช้ประโยชน์จากพลังงานทดแทนอีกด้วย

สินค้าโภคภัณฑ์โดยรวม

SCBCOMP

เน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน PIMCO Commodities Real Return Fund (Institutional share class) โดยกองทุนหลักลงทุนในธุรกรรม/ตราสารอนุพันธ์ สัญญาแลกเปลี่ยนตราสาร (swap agreement) สัญญาฟิวเจอร์ สัญญาออปชัน ตราสารที่มีลักษณะของสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแฝง หรือหุ้นกู้อนุพันธ์ที่อ้างอิงกับดัชนีสินค้าโภคภัณฑ์หลากหลายชนิด

สำหรับใครที่เห็นว่าการลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ เพื่อลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุน เป็นแนวคิดที่น่าสนใจ ก็ขอฝากกองทุนทั้งหมดที่ยกมาเอาไว้ในอ้อมอกอ้อมใจแล้วลงทุนผ่าน FinVest ด้วยนะ คราวหน้าถ้ามีอะไรดี ๆ ทางเราจะรีบเอามาแนะนำเช่นเคย

กองทุนทั้งหมดนี้ สามารถลงทุนผ่านแอปพลิเคชัน FinVest ได้ที่ https://finvest.onelink.me/CoWV/cd81c26c
ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มได้ที่ Line https://lin.ee/3wINMDBsz
Follow us on Website: www.finvest.co.th

#FinVest #YourWingsYourWays


ข้อมูลอ้างอิง

https://en.wikipedia.org/wiki/Yom_Kippur_War
https://en.wikipedia.org/wiki/1970s_energy_crisis
https://www.investopedia.com/terms/c/commodity.asp
https://www.kasikornasset.com/th/mutual-fund/fund-template/Pages/K-GOLD-A(A).aspx
https://www.spdrgoldshares.com/
https://www.ktam.co.th/document_fund/fundfactsheet/Factsheet_th_KT-PRECIOUS.pdf
https://www.scbam.com/th/fund/default/fund-information/scbcomp
https://www.ktam.co.th/document_fund/fundfactsheet/Factsheet_th_KT-MINING.pdf
https://www.ktam.co.th/document_fund/fundfactsheet/Factsheet_th_KT-ENERGY.pdf

ติดตามและรับข่าวสารกับเรา

Thank you for your message. It has been sent.
There was an error trying to send your message. Please try again later.

อิสระของชีวิต ติดปีกการลงทุน

ชี้เป้าการลงทุนให้คุณ ลงทุนได้หลาย บลจ

โหลดและเปิดบัญชีได้ง่าย พร้อมเริ่มต้นลงทุนกับ FinVest

ติดตามรายละเอียดหน้าโปรโมชัน